หลักสูตรพัฒนาทักษะความจำในเด็ก 

หลักสูตรพัฒนาทักษะความจำในเด็ก 

พัฒนาการของสมองเกิดขึ้นตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดาโดยจะมีการเพิ่มขึ้นของขนาดและจำนวนของเซลล์ประสาทในสมอง แม้กระทั่งคลอดออกมาแล้วสมองก็ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีการพัฒนาที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 3 ขวบปีแรก รศ.ดร.นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล ศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้อธิบายไว้ในนิตยสารรักลูกว่า ความจำของคนเราเริ่มพัฒนาตั้งแต่ปลายปีแรก โดยทั่วไปเด็กอายุ 4 ปีจะมีความสามารถด้าน Working Memory ประมาณครึ่งหนึ่ง หรือ หนึ่งในสามของผู้ใหญ่ ดังนั้น วัยเด็กจึงเป็นหน้าต่างแห่งโอกาสในการฝึกฝนให้ Working Memory ทำงานได้ดี หากเด็กไม่ได้รับประสบการณ์การกระตุ้นที่เหมาะสมก็อาจทำให้ Working Memory ไม่ค่อยพัฒนาจนบกพร่องได้

หลักสูตรพัฒนาทักษะความจำในเด็ก.png

รู้ได้อย่างไรว่าลูกมีปัญหาความจำ ?? 

หากลูกของคุณมี Working Memory บกพร่อง อาจมีสัญญาณหรืออาการดังนี้ื 

  • ลืมของบ่อย ๆ 

  • มักจะไม่ค่อยสนใจคำสั่งของครู 

  • ทำตามคำสั่งแบบข้ามขั้นตอนหรือทำไม่ครบขั้นตอนทั้งหมดของงานที่ได้รับมอบหมาย 

  • มักทำงานไม่เสร็จ ไม่ใช่เพราะเด็กขี้เกียจหรือไม่ยอมร่วมมือ แต่เนื่องจากเด็กลืมไปว่ากำลังทำอะไรอยู่ ลืมไปว่าทำถึงไหนแล้ว และลืมไปว่าต้องทำให้ต่อเนื่องจนงานเสร็จ 

  • ไม่สามารถจดจำเหตุการณ์เก่า ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตนเองได้ 

  • ไม่สามารถระบุสถานที่ที่เคยไปมาก่อนได้ 

  • มีความยากลำบากในการจดจำวันที่ ชื่อ ฯลฯ 

  • มีความยากลำบากในการจดจำสิ่งที่เพิ่งเรียนรู้มา 

 

การสังเกตพบแต่เนิ่น ๆ ว่าเด็กมีปัญหาด้าน Working Memory จะทำให้แก้ไขได้ทัน โดยฝึกเด็กด้วยกิจกรรมพัฒนาความจำ ส่วนเด็กที่มีพัฒนาการปกติการได้ทำกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นสมองและความจำก็จะช่วยให้เด็กมี Working Memory ที่ดียิ่งขึ้น

สาเหตุ 

คนส่วนใหญ่มักคิดว่าปัญหาด้านความจำเกิดเฉพาะในผู้สูงอายุ แต่ในความเป็นจริงแล้วเด็กก็สามารถมีปัญหาในด้านความจำได้  โดยการสูญเสียความจำระยะสั้นในเด็กบางส่วนอาจเกิดจากสาเหตุเหล่านี้  

1. การอดนอน (Sleep Deprivation) การนอนหลับอย่างเพียงพอทั้งในแง่ของปริมาณและคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความจำของเด็กเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากจะช่วยให้เด็กทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นหากเด็กอดนอนอาจส่งผลให้เกิดอาการสับสน มึนงงและมีปัญหาดังกล่าว 

2. Dyslexia เป็นความบกพร่องทางการเรียนรู้ด้านการอ่านที่ส่งผลต่อความคล่องแคล่วหรือความแม่นยำในการอ่าน เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของปัญหาความจำระยะสั้นในเด็ก มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของการทำงานของเซลล์สมองซีกซ้ายในส่วนของระบบประสาทด้านการตีความและความจำระยะสั้น 

3. สมาธิสั้น เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นมักจะมีปัญหาด้านความจำระยะสั้นเนื่องจากไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งที่ทำได้ 

4. Dyscalculia คือบกพร่องทางการคิดคำนวณ เด็กที่เป็น dyscalculia จะไม่สามารถประมวลผลข้อมูลภาพและการได้ยิน ซึ่งจะส่งผลให้เด็กมีความยากลำบากในการจดจำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เช่นกัน   

 

การป้องกันปัญหาด้านความจำระยะสั้นในเด็ก 

พ่อแม่และผู้ปกครองสามารถช่วยพัฒนาความจำระยะสั้นของลูกคุณได้ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังเช่นตัวอย่างต่อไปนี้  

  • ให้เด็กได้ออกกำลังกายสมอง วิธีง่ายๆ ที่เด็กสามารถออกกำลังกายสมองของพวกเขาได้ คือ การตอบคำถาม การเล่นเกมลับสมองต่าง ๆ  เพื่อส่งเสริมการสื่อสารทางสมอง   

  • การให้เด็กได้ทำสิ่งต่าง ๆ ซ้ำไปซ้ำมา  เด็กบางคนต้องใช้การฟังและการกระทำซ้ำ ๆ จึงจะสามารถจำได้ 

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ มีวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นครบถ้วนในสัดส่วนที่เหมาะสม โดยเฉพาะอาหารที่มี DHA ธาตุเหล็ก วิตามินบี และไอโอดีน ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาทและสมอง  

  • นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ เป็นช่วงเวลาที่สมองจะทำการบันทึกความจำลงในสมอง เมื่อตื่นมาจะทำให้สมองปลอดโปร่ง สามารถเรียนรู้และจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ  

  • การเล่นเกมเพื่อช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง จะช่วยให้เด็กได้คิด วิเคราะห์ และสังเคราะห์ เมื่อสมองถูกกระตุ้นให้ทำงานจะส่งผลให้มีความจำและการประมวลผลข้อมูลที่ดียิ่งขึ้น 

Brain and Life Center คืออะไร? 

"Brain and Life Center" เป็นศูนย์พัฒนาสมองและศักยภาพแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองจาก BrainRx ซึ่งเป็นศูนย์ส่งเสริมประสิทธิภาพสมองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเราพัฒนาทักษะทางกระบวนการคิดต่าง ๆ เช่น ทักษะการเรียนรู้ การอ่าน ความจำและการใช้สมาธิเพื่อที่จะทำให้สามารถใช้ศักยภาพของสมองได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะใช้ในการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิตในประจำวัน ให้กับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป  ซึ่งทาง Brain and life center มีโปรแกรมที่เรียกว่า Brain training ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ช่วยพัฒนาทักษะทางกระบวนการคิด ทั้ง 7 ด้าน ดังนี้  

1. ทักษะด้านความจำระยะยาว (Long-term Memory)   

2. ทักษะด้านความจำในการทำงาน (Working Memory)   

3. ทักษะด้านกระบวนการมองภาพ (Visual Processing)   

4. ทักษะด้านตรรกะและเหตุผล (Logic & Reasoning)   

5. ความเร็วในการประมวลผล (Processing Speed)   

6. ทักษะด้านกระบวนการได้ยินเสียง (Auditory Processing)   

7. ทักษะด้านภาษา (English Word Attack)   

Brain Training โปรแกรม  

โปรแกรมการฝึกสมองจาก BrainRx จะช่วยพัฒนาศักยภาพทางการคิดให้ผู้เรียนอย่างสูงสุด ด้วยโปรแกรมการฝึก 2 รูปแบบ คือ one on one training และ digital training  

1. One-On-One Training  

เป็นการเทรนตัวต่อตัวกับผู้เชี่ยวชาญ ผู้เรียนจะได้ทำกิจกรรมที่ต้องใช้การคิด และทักษะด้านต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นการทำงานของสมอง ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะคล้ายกับการเล่นเกมส์มากกว่าการเรียน ทำให้ผู้เรียนมีความสนุกสนาน ไม่ตึงเครียด 

2. Digital training  

เป็นการเทรนด้วยโปรแกรมผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ผู้เรียนจะได้ฝึกทักษะทางการคิดเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสมรรถนะการเรียนรู้ของสมอง โดยมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำตลอดการเทรน 

 

ผู้เรียนจะต้องเทรนทั้ง 2 รูปแบบควบคู่กันไป เพื่อให้สมองของผู้เรียนมีการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งผลจากการเทรนทั้ง 2 รูปแบบนั้นจะทำให้ผู้เรียนมีการเปลี่ยนแปลง ดังนี้ 

  1. ผู้เรียนมีความจำที่ดีขึ้น  

  2. ผู้เรียนมีทักษะการใช้สายตาดีขึ้น 

  3. ผู้เรียนมีการคิดเชิงตรรกะและเหตุผลมากขึ้น 

  4. ผู้เรียนมีการประเมินผลที่เร็วขึ้น 

  5. ผู้เรียนมีการรับรู้ทางการได้ยินและมองเห็นดีขึ้น 

  6. ผู้เรียนมีสมาธิและความสามารถในการจดจ่อมากขึ้น 

 

อ้างอิง:  

https://www.thenba.ca/disability-blog/causes-short-term-memory-loss-children/ 

https://www.rlg-ef.com /สัญญาณ-เด็กความจำบกพร่อง/ 

 https://www.phyathai.com /article_detail/3147/th/ไม่อยากให้ลูกน้อยเป็นเด็กขี้ลืม_นี่คือคำแนะนำจากคุณหมอ 

https://parenting.firstcry.com/articles/short-term-memory-loss-in-children-causes-and-tips-to-cope-with-it/ 

BRAIN AND LIFE CENTER

ชั้น 33 อาคารพญาไทพลาซ่า แขวงทุ่งพญาไท

เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400

✆    061-391-5559, 02-612-9121✉   contact@brainandlifecenter.com

© 2018 | Brain and Life Center