รู้จักโรคสมาธิสั้นใน-1-นาที

บทความนี้จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับโรคสมาธิสั้น หรือ Attention Deficit Hyperactive Disorder หรือที่เรียกย่อๆว่า ADHD ซึ่งสามารถพบได้ในหลายรูปแบบ สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงวัย บางทีจริงๆแล้วคุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับเด็กสมาธิสั้น ลูกอาจจะแค่ซุกซน อยู่ไม่นิ่ง ตามพัฒนาการของช่วงวัยนั้นๆ  

พัฒนาการของเด็กแต่ละคนจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับหลายๆปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงดูของคุณพ่อคุณแม่ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆเพราะอยู่ใกล้ชิดกับตัวเด็กโดยตรง  และสิ่งแวดล้อมรอบตัวของเด็ก สังคมของเพื่อน เป็นปัจจัยรองลงมา ในปัจจุบันมีแนวโน้มพบเด็กสมาธิสั้นเพิ่มมากขึ้นจากเดิม โดยสาเหตุหลักคือการปล่อยให้ลูกอยู่กับสื่อออนไลน์มากเกินไป จะทำให้เกิดปัญหาในส่วนของสมองด้านความจำลดน้อยลง เด็กจะจดจ่อกับเรื่องที่ผ่านตารวดเร็วเกินไป จนทำให้เด็กไม่สนใจสิ่งต่างๆรอบข้าง และไม่ยอมละสายตาจากจอส่งผลให้เด็กสมาธิสั้น นอกจากนั้นยังส่งผลกระทบไปถึงความสัมพันธ์ของครอบครัวลดน้อยลง การปรับพฤติกรรมของลูกเบื้องต้นจะต้องพยายามจำกัดเวลาการใช้สื่อโซเชียลมีเดียของเด็กไม่ควรเกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้เด็กมีเวลาอยู่กับครอบครัวและทำกิจกรรมร่วมกันเพิ่มมากขึ้น 

สาเหตุโรคสมาธิสั้น

1. สาเหตุโรคสมาธิสั้น

1.1 ปัจจัยทางพันธุกรรม

สาเหตุของโรคสมาธิสั้นนั้นร้อยละ 75 เกิดจากพันธุกรรม ซึ่งพบว่ามีการทำงานของสมองส่วนหน้าที่ผิดปกติโดยเฉพาะบริเวณที่ทำงานเกี่ยวกับการคิด การวางแผน และจากสถิติพบว่าผู้ที่มีอาการสมาธิสั้นมักจะมีประวัติคนในครอบครัวมีอาการเช่นเดียวกัน

1.2 ปัจจัยทางพัฒนาการและปัจจัยทางสังคม

อีกปัจจัยหลักที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคสมาธิสั้นหรือเป็นเด็กสมาธิสั้นประกอบไปด้วย 2 ปัจจัยใหญ่ๆ ได้แก่

ปัจจัยทางพัฒนาการ    ซึ่งเป็นปัญหาช่วงตั้งครรภ์ในคุณแม่บางรายอาจทำให้เป็นเด็กสมาธิสั้นได้ อาทิเช่น การคลอดก่อนกำหนด หรือคุณแม่ประสบอุบัติเหตุทางศรีษะเป็นต้น
ปัจจัยทางสังคม การถูกเลี้ยงดูอย่างไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดอาการสมาธิสั้นได้ เช่น การให้ลูกเล่นแต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เล่น Social media มากเกินไป การถูกทารุณกรรม เป็นต้น

อาการสมาธิสั้น

2. อาการสมาธิสั้น

สมาธิสั้นอาการเป็นอย่างไรนั้นสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มอาการ ดังนี้

2.1 พฤติกรรมขาดสมาธิ

  • ขี้ลืม
  • ไม่เป็นระเบียบ
  • ไม่ค่อยฟังและทำตามคำสั่ง
  • เหม่อลอย
  • จดจ่ออะไรนานๆไม่ได้
  • ไม่ชอบงานที่จะต้องใช้สมาธิ

2.2 พฤติกรรมซุกซนไม่อยู่นิ่ง

  • ไม่รู้จักการรอคอย
  • ชอบวิ่ง ปีนป่ายตลอดเวลา
  • ไม่มีความอดทน
  • ทำพฤติกรรมกวนใจคนรอบข้างอยู่เสมอ

2.3 พฤติกรรมขาดความยับยั้งชั่งใจ

  • หุนหันพลันแล่น
  • รอคอยอะไรไม่ได้
  • มีความอดทนต่ำ
  • ใจร้อน วู่วาม
  • อยากได้อะไรต้องได้ตอนนั้น
ความแตกต่างของเด็กสมาธิสั้นกับเด็กซน

3. ความแตกต่างของเด็กสมาธิสั้นกับเด็กซน

จริงๆแล้วความซนเป็นเรื่องปกติของวัยเด็กที่กำลังจะโต แต่อาการซุกซนของลูกน้อยที่มากเกินไปอาจทำให้ลูกของเราเข้าข่ายเป็นเด็กสมาธิสั้นได้ ถ้าใครยังไม่แน่ใจว่าลูกของเราเสี่ยงเป็นเด็กสมาธิสั้นหรือไม่ วันนี้ Brain and life center มีแบบคัดกรองเด็กสมาธิสั้นเบื้องต้น มาให้ลองทำกันก่อนได้เลย ซึ่งเป็นแบบคัดกรองที่คุณพ่อคุณแม่ต้องประเมินลูกน้อยของตัวเอง หรือผู้ปกครองหรือผู้ดูแลที่อยู่อาศัยหรือดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 เดือน

แบบคัดกรองสมาธิสั้น

คำชี้แจง

1. สังเกตลักษณะพฤติกรรมหรือปัญหาการเรียนที่เด็กแสดงบ่อย ๆ และทำเครื่องหมายลงในช่อง “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” ที่ตรงกับพฤติกรรมหรือปัญหาของเด็ก

2. ผู้ที่ทำแบบคัดกรองนื้คือ ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลที่อยู่อาศัยหรือดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 เดือน

ข้อที่ลักษณะ/พฤติกรรมใช่ (1 คะแนน)ไม่ใช่ (0 คะแนน)
1ซนมาก อยู่ไม่นิ่ง ยุกยิดตลอดเวลา  
2พูดมาก  
3ชอบลุกจากที่นั่งเวลาอยู่ในห้องเรียน  
4เหม่อบ่อย ๆ ใจลอย ต้องคอยเรียก  
5ขี้ลืม ของใช้ส่วนตัวหายบ่อย ๆ  
6ทำงานไม่เรียบร้อย ไม่รอบคอบ  
7ไม่มีสมาธิในการทำงาน หรือทำได้เพียงช่วงสั้น ๆ  
8ทำงานช้า ทำงานไม่เสร็จ แต่ถ้ามีคนประกบก็จะทำได้เร็วขึ้น  
9รอคอยไม่ได้  
10ใจร้อน ควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้  
วิธีการรักษาโรคสมาธิสั้น

4. วิธีการรักษาเด็กสมาธิสั้น

การรักษาเด็กสมาธิสั้นต้องใช้ความร่วมมือกับคนรอบข้างหลากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น เพื่อน หรือครอบครัว ซึ่งเบื้องต้นสามารถรักษาอาการสมาธิสั้นได้โดย

4.1 ค่อยๆปรับพฤติกรรมของเด็กให้เริ่มรู้จักกับการอดทน รอคอย

4.2 ฝึกวินัยให้กับเด็ก กำหนดวิธีการเป็นขั้นเป็นตอน

4.3 การเล่นและการออกกำลังกาย หาเวลาทำกิจกรรมกับลูกอยู่เสมอไม่ควรปล่อยลูกอยู่หน้าจอเพียงลำพัง

4.4 ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อแก้อาการสมาธิสั้น

5. สรุป

เด็กสมาธิสั้นสามารถรักษาให้หายขาดได้ ถ้าได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากคุณพ่อคุณแม่และคนรอบข้าง รวมถึงรักษาอย่างถูกวิธี ซึ่งจะต้องคอยสังเกตลูกของเราอยู่เสมอเพื่อพัฒนาการที่เหมาะสมกับวัยของลูกน้อย  เพื่อการรักษาที่ตรงจุดจะต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือศูนย์พัฒนาสมองที่น่าเชื่อถือ เพื่อประสิทธิภาพที่ตรงมากยิ่งขึ้น